ตั้งชื่อเอ็นทรี่ซะหรูเลยเราประมาณว่าตรูได้เป็นนักคิดชั้นยอดเหมือนเกอเธ่แล้วยังไงยังงั้น ฮา...~

 ตอนแรกไม่เคยคิดจะมานั่งเขียนอะไรพวกนี้หรอกค่ะ แต่ว่าบังเอิญดูโฆษณา CAT ที่มันสาธยายซะประมาณว่าทุกคนหลุดพ้นหมดแล้วไม่มีเรื่องอะไรมากวนใจอีกปล่อยวางได้ทุกอย่างราวกับเข้าสู่นิพพาน =A= ลองฟังดูดีๆเถอะค่ะ แล้วจะคิดแบบเรา ว่าแบบนี้เอ็งก็ไปสร้างยูโทเปียแทนทำงานเกี่ยวกับการสื่อสารเลยสิคะ =="

 อะไรทำให้เราคิดแบบนั้น....ก่อนอื่นเรามารู้จักกับยูโทเปียก่อนดีกว่า 

ยูโทเปีย (Utopia) คือสังคมโลกในอุดมคติ หรือถ้าใครอ่านเดธโน้ตคงจะคุ้นกันก็นั่นล่ะค่ะ โลกแบบที่ไอ้คุณแสงมันต้องการจะสร้างขึ้นมา เป็นโลกที่มีแต่ความสมบูรณ์แบบผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เท่าเทียมกัน ไม่มีสงคราม อาชญกรรม และ การกดขี่ข่มเหง คำว่า Utopia นี้มาจากคำว่า Eu-Topia ในภาษากรีกที่แปลว่าสถานที่ที่ดี แต่ว่า....มันบังเอิ๊ญ บังเอิญว่าไปพ้องเสียงกับคำว่า Ou-Topia ที่แปลว่าไม่มีที่ใดพอดิบพอดี นั่นก็หมายความได้ว่ามันเป็นสถานที่ที่ดีแต่มันกลับไม่มีอยู่บนโลกเลย 

  ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีผู้คนที่เชื่อในเรื่องของยูโทเปียมากมาย และพยายามได้นำแนวคิดนี้ไปคิดปรับปรุงสังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง ทว่าได้ล้มเหลวไม่เป็นท่ามากมายจนนับไม่ถ้วน ที่น่าจะเห็นได้ชัดกันที่สุดคือ การปกครองแบบสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ ซึ่งคาร์ล มาร์กซ์ ผู้เป็นเสมือนบิดาแห่งการปกครองแบบสังคมนิยมก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่พัฒนาแนวคิดสังคมนิยมมาจากยูโทเปีย เพราะว่าเขามองว่าการปกครองแบบทุนนิยมนั้นทำให้เกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นและการกดขี่ขมเหง ดังนั้นแนวคิดของเขาจึงเป็นที่มาของเหล่าผู้ปกครองเผด็จการชื่อดังอันลือลั่นมากมายหลายคนเช่น ตาลุงหนวดจิ๋มอย่างฮิตเลอร์ มุสโลสินีแห่งอิตาลี ตาลุงเลนนิน ฯลฯ 

 แต่ว่าการปกครองแบบนั้นมันก็ไม่ได้ช่วยให้ยูโทเปียสามารถกำเนิดขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย ทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งจะแย่ลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ เห็นได้จากการล่มสลายของลัทธิสังคมนิยมในประเทศต่างๆทีละประเทศๆ ดังนั้นสรุปได้ว่า ลัทธิสังคมนิยม (คอมมิวนิสต์) นั้นไม่ใช่ยูโทเปีย

 แต่ว่าในเมื่อสร้างไม่ได้ มันก็ต้องตามหากันละ ผู้ที่ดูเหมือนจะโด่งดังที่สุดก็หนีไม่พ้นพวกเผด็จการอีกตามเคย นั่นก็คือสมาคมทูเล่หรือที่ต่อมาพัฒนามาเป็นพรรคนาซีของลุงหนวดซึ่งถ้าใครดูฟุลเมทัลเดอะมูฟวี่จะรู้ว่าพวกทูเล่นั้นตามหาดินแดนในฝันที่เรียกกันว่า แชมบาล่า ซึ่งก็เป็นยูโทเปียอีกดินแดนหนึ่งเช่นกัน นั่นก็เพราะสมาคมนี้เป็นสมาคมที่เชื่อมั่นในเรื่องของไสยศาสตร์และความเชื่อลี้ลับมากค่ะ ดูได้จากพรรคนาซีที่เลือกสวัสติกะมาเป็นสัญลักษณ์เพราะว่ามีความเชื่อแปลกๆบางอย่างซึ่งเราก็จำไม่ได้แล้วว่ามันมีความหมายว่าไง ฮ่าๆ ^^' 

 พวกนาซีมีความเชื่อว่าชาวเยอรมันนั้นสืบเชื้อสายดั้งเดิมมาจากเผ่าอารยัน ซึ่งเป็นเผ่าที่สูงส่งศักดิ์สิทธิ์และแข็งแกร่งมากในยุคโบราณ ดังนั้นการฆ่าล้างพันธุ์ชาวยิวก็มาจากความเชื่อบ้าๆนี่ล่ะค่ะ ส่วนความเชื่อมโยงของเผ่าอารยันกับการตามหายูโทเปียนั้นแกนนำก็คือ ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ ผู้นำที่มีอำนาจรองจากฮิตเลอร์ค่ะ 

      

 

                               (อยากรู้ทำไมผู้นำนาซีมันต้องไว้หนวดจิ๋มกันทุกคนด้วยวะคะ ==''''')

 ไฮน์ริชเชื่อว่าเผ่าอารยันนั้นมีต้นกำเนิดอยู่ที่แถบเทือกเขาหิมาลัยและดินแดนที่พวกเขาอยู่นั้นเรียกกันว่าแชงกรีล่า (อันนี้คงคุ้นเคยกันนะคะ คงไม่ต้องอธิบายไม่งั้นได้ยาวแน่ 555+) เลยส่งคนออกตามหาอย่างบ้าคลั่ง แต่ผลสรุปนั้นเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ (>>> จริงๆแล้วเอ็งไม่รู้เพราะจำไม่ได้รึเปล่า ==') เพราะว่าเยอรมันแพ้สงครามไปซะก่อน ก็เลยจบเห่

 รู้จักยูโทเปียกันแล้วก็มาเข้าเรื่องจริงๆของหัวข้อบล็อกซะที....ยูโทเปียในทรรศนะของข้าพเจ้า

 เราพึ่งจะรู้จักยูโทเปียมาประมาณ 2-3 ปีได้แต่ก็ไม่เคยยึดถือจริงๆจังๆทั้งๆที่เป็นพวกมีแนวความคิดเอนไปทางขวา (แต่ไม่ตกขอบ) เพราะยังไงๆมันก็เกิดขึ้นไม่ได้อยู่แล้ว ดูได้จากสถิติอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละวันมันนับจะเพิ่มขึ้นทุกทีๆ นั่นก็ไม่ใช่เพราะอะไรถ้าไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวของตัวเองและกิเลสตัณหาของมนุษย์ซึ่งปัจจัยนั้นมาจากสิ่งยั่วยวนทั้งหลายที่นับวันมันจะมีมากขึ้นๆในรอบตัวเรา ตอนนี้สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า ทุกคนบนโลกใบนี้กำลังเอารัดเอาเปรียบกัน ไม่มีใครหรอกค่ะที่จะไม่เอาเปรียบกัน อยู่ที่ว่าจะเอาเปรียบกันมากหรือน้อยแค่นั้นเอง นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องความมั่นคงของประเทศแต่ละประเทศอีก ลองสังเกตกันดูมั้ยคะว่าตอนนี้สงครามมันจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลารอแค่ระเบิดเวลามันนับถอยหลังถึงจุดระเบิดแค่นั้นเอง

 พูดถึงระดับชาติระดับโลกมันก็ดูไกลตัวเกินไปย้อนกลับมาที่หน่วยจุลภาคของสังคมดีกว่า นั่นก็คือระดับครอบครัว ลองนึกดีๆว่ามีครอบครัวไหนมั้ยที่จะเป็นครอบครัวในอุดมคติได้ ต่อให้เป็นครอบครัวที่มีแต่ความรักความอบอุ่นความเข้าใจให้กันยังทำไม่ได้เลย บางทีต่อให้รักกันมากขนาดไหนยังอดไม่ได้ที่จะต้องมีปากเสียงและทะเลาะกันเลย (พูดนี่พูดจากสภาพตามความเป็นจริงนะคะไม่ได้มีเจตนาจะดูหมิ่นสถาบันครอบครัวแต่อย่างใด)อย่างที่กล่าวกันไว้ รากฐานที่ดีของสังคมนั้นมาจากครอบครัว สรุปได้ว่าการที่จะเกิดเป็นยูโทเปียได้นั้นต้องมีรากฐานมาจากหน่วยที่เล็กที่สุดก่อน

 เราเคยลองคิดกันดูเล่นๆมั้ยคะว่าสังคมในยุคพระศรีอารยเมตไตรย์นั้นจะเป็นยังไง แล้วเราจะได้ไปเกิดในยุคนั้นหรือต้องชดใช้กรรมอยู่ในนรกภูมิกัน ตามที่เราเคยเรียนกันในพระมาลัยคำฉันท์สมัย ป.6 (หลักสูตรเก่าในหนังสือเรียนเล่ม 2 อ่ะจ้ะ ไม่รู้ว่าหลักสูตรใหม่ได้เรียนกันป่าว) ก็มีกล่าวถึงลักษณะของยุคพระศรีอาริยเมตไตรย์ไว้ และนี่คือแบบเต็มๆค่ะ

" ครั้นเมื่ออายุมนุษย์ลดน้อยถอยลงได้แปดหมื่นปีตอนนั้นจักมีฝนตกทุกๆ ๑๕ วัน แลส่วนมากนั้นจักตกแต่เพลาใกล้รุ่งทำให้มนุษย์มีความชุ่มชื่นใจพื้นดินกว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์ แม่น้ำลำคลองมีกระแสน้ำไหลขึ้นข้างหนึ่งไหลลงข้างหนึ่ง เต็มเปี่ยมเพียบฝั่งไม่มีพร่อง ไม่มีล้นเป็นอยู่อย่างนี้เสมอ ดอกไม้นานาพรรณผลิดอกออกช่อบานสะพรั่งตลอดกาล

     บ้านเรือนจะปลูกอยู่ใกล้ๆกันพอไก่บินถึง ปราศจากโจรผู้ร้าย บริบูรณ์ไปด้วยน้ำแลข้าวปลาอาหาร ผัวเมียจะไม่รู้จักวิวาทกัน ผู้ชายไม่ต้องทำไร่นาค้าขาย ผู้หญิงก็ไม่ต้องทอหูกปั่นฝ้าย ผ้านุ่งผ้าใช้ล้วนแต่เป็นของทิพย์ อำมาตย์ข้าราชการตั้งมั่นอยู่ในความสุจริตธรรมไม่เบียดเบียนอาณาประชาราษฎร์ให้เดือดร้อน พระมหากษัตริย์จะไม่มีความกริ้วโกรธถือโทษลงพระราชอาญา มีน้ำพระทัยรักใคร่กรุณาแก่ประชาชนทวยราษฎร์

     บรรดาสรรพสัตว์ที่เป็นศัตรูกันทั้งหลายเช่นกากับนกเค้า แมวกับหนู งูกับพังพอน หมีกับไม้สะคร้อ ทั้งหมดก็จะแผ่เผื่อเมตตาจิตต่อกันเลิกเป็นคู่เวรคูกรรมต่อกัน สรรพสัตว์อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เครื่องใช้ไม้สอยมีอุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง แผ่นดินใหญ่กว้างล้วนราบเรียบเป็นหน้ากลอง ไม่มีหลักตอเสี้ยนหนาม คนทั้งหลายรูปงามเหมือนกันหมด ไม่มีคนใบ้บ้า คนหูหนวกตาบอดง่อยเปลี้ยเสียขาพิกลพิการก็ไม่มีแต่อย่างใด ทุกคนปราศจากโรคภัยเบียดเบียน เห็นกันเข้าก็มีแต่รักใคร่ไมตรีอันดีต่อกันหาศัตรูหรือรู้จักโกรธให้กันก็ไม่มี ในครั้งนี้บุรุษจะมีภรรยารักคนเดียว สตรีก็จะมีสามีคนเดียวกลมเกลียวรักใคร่ปองดองกัน ไม่มีการล่วงประเวณี แลคนในยุคนี้มีแต่ความผาสุขสมบูรณ์มากไม่ต้องลำบากในการหากิน เพียงตั้งภาชนะปิดฝาเอาไว้ครั้นอยากกินสิ่งไรเปิดภาชนะก็ได้กินสิ่งนั้น 

  ครั้นว่าบริโภคโภชนากระยาหารอิ่มหนำสำราญแล้วอาหารนั้นก็อันตรธานหายไปไม่ต้องเก็บต้องล้าง ข้าวของทุกอย่างใช้สอยแต่เครื่องทิพย์ มีกิจอยู่แต่นั่งกับนอนฟังเสียงอันเป็นทิพย์ไพเราะนักหนาอันเกิดจากเวลาลมพัดต้องหมู่ไม้ใบพฤกษาก็สั่นไหว เป็นเสียงทิพยดนตรีมีความไพเราะเป็นหนักหนา ทุกคนถ้วนหน้ามีสมบัติเหมือนกันหมด ปราศจากกำพร้าอนาถา ปราศจากคนชราหรือเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ อันเหตุวิวาทแก่งแย่งชิงเอาบ้านเรือนไร่นาของกันและกันนั้นไม่มีเลย แลยุคนั้นนี้มีพืชข้าวกล้าเพียงเม็ดเดียวหากตกลงเหนือพื้นแผ่นดินแล้วก็งอกขึ้นเป็นต้นเป็นลำเป็นปล้องเป็นหน่อ แลเป็นกอใหญ่ๆออกไปได้หลายร้อยเท่าพันทวี ทั้งหมดเป็นดังนี้ก็เพราะข้าพระองค์ได้สร้างสมบุญบารมีเอาไว้มาก

  ในศาสนาของข้าพระองค์ไม่มีคนบ้า คนใบ้ ด้วยเหตุที่ข้าพระองค์ไม่เคยพูดเท็จหลอกลวงใครๆ ไม่มีคนตาบอดเพราะข้าพระองค์มองสมณะผู้มีศีลแลยาจกวนิพกเข็ญใจด้วยนัยน์ตาที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักใคร่สงสาร ไม่มีคนง่อยเปลี้ยเสียขาเพราะเวลาทำบุญทานข้าพระองค์ยืนตรงเสมอ ไม่มีคนเจ็บไข้ได้ป่วยไร้โรคาพยาธิ์ก็เพราะข้าพระองค์ถวายยาเป็นทานอยู่เสมอเนืองนิจ ไม่มีมารผจญเพราะข้าพระองค์ไม่เคยทำให้คนหรือสัตว์นั้นตกใจ ในศาสนาของข้าพระองค์ไม่มีใครขี้ริ้วขี้เหร่ มีแต่คนรูปงามเพราะยามข้าพระองค์ให้ทานให้แต่ของอันเป็นที่รักแก่ยาจกวนิพกตลอดจนสมณพราหมณ์เสมอ

 ในศาสนาของข้าพระองค์ทุกคนได้ไปสวรรค์ทุกคนเพราะข้าพระองค์ให้ช้างม้าราชรถยวดยานพาหนะเป็นทาน ในศาสนาของข้าพระองค์นั้นแผ่นดินราบเรียบเสมอกันหมดเพราะข้าพระองค์แผ่เมตตาจิตไปยังสรรพสัตว์เสมอ คนในศาสนาของข้าพระองค์มั่นคงสมบูรณ์ด้วยทัพย์สินโภคาเพราะเหตุว่าข้าพระองค์ให้ทานแก่ผู้ยากไร้เข็ญใจด้วยทรัพย์สิ่งของเงินทองตามที่เขาปรารถนาอยู่เนืองนิตย์โดยทั่วถึง"

(นำมาจาก http://www.larnbuddhism.com/pramarai/)

 จะเห็นได้ชัดว่านี่คือยูโทเปียของศาสนาพุทธอย่างแท้จริงซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ สำหรับตอนนี้เท่าที่เคยได้อ่านมามีคนเคยเปรียบเทียบไว้ว่ายูโทเปียของศาสนาพุทธในปัจจุบันคือ นิพพาน(Nirvana) แต่มันก็ไม่เชิงว่าเป็นยูโทเปียซะทีเดียว เพราะว่าการจะเข้าสู่นิพพานได้นั้นต้องละทิ้งแล้วซึ่งทุกอย่าง ปล่อยวางไม่ยึดติด ในขณะที่ยูโทเปียนั้นต้องการปัจจัยในการดำรงชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่านิพพานไม่ใช่ยูโทเปีย

 ดังนั้นทรรศนะของเราเกี่ยวกับยูโทเปียนั้น เราคิดว่ามันคงเกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน ซึ่งก็รับกับพุทธทำนายที่ว่าโลกจะเสื่อมถอยลง ผู้คนที่ฝักใฝ่ธรรมะจะน้อยลงทุกทีๆ สังคมจะมีแต่ความเน่าเฟะ ฯลฯ เมื่อล่วงพุทธกาลไปแล้ว 2500 ปีซึ่งมันก็จริงสอดคล้องกับความเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดยูโทเปียขึ้นมา....แต่ใครจะรู้ล่ะคะ...ว่าหลังจากยุคนี้ไปจะมียูโทเปียเกิดขึ้นรึเปล่า ถ้าอยากรู้ง่ายๆค่ะ ความดีน่ะ รีบทำกันเถอะค่ะ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำแต่ใจไม่ไปทำเหมือนขอไปที ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาที่ตัวเองนับถือ รับรองได้เจอแน่ค่ะ ^^

 ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ ^/\^ *แล้วก็โค้ง*

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ปล. กรี๊ดดดดดด!!!~ อั๊พซะจริงจังเลยเรา บ้าๆรั่วๆแบบนี้ก็ทำอะไรมีสาระกับเขาได้ กร๊ากๆๆๆ ดีใจ XDDDDDDDDDDD *หัวเราะเหมือนคนบ้า*

ปล.2 มาแก้ไขตัวอักษรให้มันน่าอ่านค่ะ ใหญ่ๆแบบนั้นมันดูขัดๆยังไงไม่รู้ ^^'

  

    

 

edit @ 26 Apr 2008 20:45:01 by AbaddonEidos

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ลูกๆๆๆๆ ยูโทเปียแม่เคยเรียนในวิชา พระพุทธ แม่หลับตลอด
(สถาปานาเป็นลูก)

เหมือนเคยอ่านแล้วแฮะ ฮ่าๆ
แต่สังคมแบบนี้ก็นะ ...ฮึ้ยย
ไม่รู้จะเม้นอะไร มีสาระมากๆเลยลูก ^^

#1 By ✿ CHIBI KINOKO ✿ on 2008-04-25 22:31

เอ่อ รู้สึกว่าเคยได้ยินมาเหมือนกันค่ะ ตอนดูFMAก็คิดๆอยู่ว่ามันคุ้นๆ

ดู...มีสาระมากเลยค่ะ ความรู้เเน่นเอี๊ยด *-*

เม้นท์ไม่ออกเลยทีเดียวค่ะ เต็มตื้นไปด้วยความรู้และหนวดจิ๋มของพรรคนาซี(ฮา มันไว้กันทุกคนสินะ)
แชมบาล่า... ฟูลอัลชัดๆ!!!
ใครดูฟูลอัลแบบมูฟวี่ก็น่าจะรู้จัก open-mounthed smile

ว่าแล้วก็ จึ้ก Hot!
เม้นไม่ออก= ="
ความรู้เหลือหลาย=w= จิ้มๆHot!

#4 By +Ayame+ on 2008-04-26 12:22

ว้าววว
ที่รักอัพสาระ

รู้สึกดีแต่อิตองไม่อ่าน 5 5+
ล้อเล่น
อ่านจิ อ่านไปสามบรรทัด แล้วก็หลับ 5 5 +
อย่าคิดมากๆ ตื่นมาอ่านต่อแล้วน๊า *หลับต่อ*

กร๊ากกก ล้อเล่น

ว่าแต่แท็กบีกินี่ของเจ้นี่อะไรอ่ะ?
ต้องทำไรมั่ง?
บีกินี่(ชาย) ได้ป่ะเจ้ อะคริ อะคริ
อยากจับสนิฟเวลลี่แต่งหวิวมานานแล้ว 5 5 +

#5 By SaTurNi3 on 2008-04-26 21:52