Axis-Power-Hetalia

[APH] Fiction : Side Of The Wall [Seite der Mauer] 2

posted on 16 Nov 2009 17:14 by abaddoneidos  in Axis-Power-Hetalia, Fan-Fiction

   

 

 

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

สวัสดีค่ะ *ไหว้งามๆ*

 

ทำบุญให้สัมภเวสีรู้สึกเหมือนกับได้บุญเยอะมวากกกกกกกจังเลย คิๆๆๆๆๆ

 

 

วันนี้เรามาต่อฟิค ตอนที่ 2 ดีกว่า

 

เหมือนเดิม

 

ใครที่อยากทราบเรื่องราวของกำแพงเบอร์ลิน จิ้ม เลยค่ะ

แต่ถ้าอยากเอาแบบละเอียดสุดๆ แต่เป็นภาษาอังกฤษ จิ้ม ค่ะ

 

 

คราวก่อนมีคนบอกคุณอีวานเลว

แหม~~~ อย่าไปว่าคุณอีวานแบบนั้นสิค้า~ ก็เค้าเป็นคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในยุคลุงหนวดแปรงหวีผมสตาลิน สุดโหด โหดชนิดที่ขนาดฮิตเลอร์ต้องเรียกป๋านี่นา

นี่เค้ายังเอาแบบซอฟต์ๆนะ ไม่ให้มีเลือดสาดออกมา อะฮิ XD *โดนเตะ*

 

 

เอาเป็นว่าไม่ปากมากละ เชิญทัศนาได้เลยค่ะ *0* 

 

 

 

 

 

Title : Side Of The Wall [Seite der Mauer]
Rate : PG-13 (สำหรับพฤติกรรมแอบโหดของคุณอีวาน)
Genre : Drama
Main Character : Germany [Ludwig] & Prussia [Gilbert]  
Warning :  ไม่วาย เพราะเป็นเรื่องของพี่น้อง ใครคาดหวังว่าจะเป็นคู่พี่น้องมันฝรั่งกรุณาทำใจค่ะ , หากหลุดคาแร็คเตอร์กรุณาทำใจอีกเช่นกันค่ะ

 

 

(2)

 

"ว่าอย่างไรละครับ พอจะตัดสินใจได้รึยัง"

 

 อีวาน บรากินสกี้เอ่ยถามฉัน รอยยิ้มที่ดูราวกับเหมือนไม่มีพิษมีภัยใดๆนั้น ตอนนี้มันราวกับว่ากำลังข่มขู่ฉันอยู่ก็ไม่ปาน

 

"แล้วถ้าฉันบอกว่าไม่ล่ะ นายจะว่ายังไง?"

 

"อืม....ก็ไม่รู้สิครับ แต่ที่แน่ๆคือผมคิดว่าเราน่าจะปิดปรับปรุงเส้นทางการเดินทางจากด้านนอกที่มุ่งเข้ามาที่นี่ดีมั้ยครับ?"

 

แทนที่เขาจะตอบคำถามให้ตรงประเด็น แต่กลับอ้อมค้อมและยอกย้อน แต่ถึงกระนั้น แค่เขาพาคนมาปิดล้อมแบบนี้ก็น่าจะเป็นการตอบคำถามที่ดีที่สุดได้แล้วในตอนนี้
และนี่...ยังมีการบอกกับฉันว่าจะปิดปรับปรุงถนน มองยังไง มองจากมุมไหนมันก็เป็นการปิดเส้นทางการเดินทางในทางบกทุกเส้นทางทั้งหมดทั้งสิ้น

 

"นี่นาย......." ฉันอยากจะพูดออกไป แต่มันก็พูดไม่ออก เหมือนกับมีอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ จึงได้แต่พูดค้างไว้เท่านั้น และปล่อยให้อีกฝ่ายเอ่ยต่อไป

 

"ก็ไม่รู้นะครับว่าเธอจะตัดสินใจอย่างไร แต่อย่าลืมนะครับว่าผลประโยชน์ที่เธอจะได้รับก็คือเธอจะได้กลับมาอยู่กับพี่ชายอีกครั้งหนึ่ง"

 

"....................................................."

 

"ผมน่ะ ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกนะ ออกจะดีใจด้วยซ้ำถ้าหากว่าพี่น้องได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง"

 

น้ำเสียงและสีหน้าดูเหมือนว่ากำลังแสดงความจริงใจในสิ่งที่กล่าวไปอย่างเต็มเปี่ยม แต่ถ้าจะให้พิจารณาอีกกี่ครั้ง ไม่ว่าอย่างไรสัญชาตญาณของฉันก็ยังคงบอกว่าอย่าไว้ใจผู้ชายคนนี้

 

แต่แล้วในจังหวะนั้นเอง เสียงของใครบางคนก็ตะโกนขึ้นมาจากอีกฟากฝั่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ด้านหลังของแนวป้องกันกองทัพแดง กองทัพที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่และเกรียงไกรที่สุดในโลกปัจจุบัน

 

น้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าเป็นใคร และ มันก็มีอยู่เพียงคนเดียว ที่กล้าและอาจหาญต่อกรกับคนอย่างอีวานคนนี้

 

"เฮ้ย! อีวาน นายกำลังทำบ้าอะไรของนายอยู่เนี่ย! รู้มั้ยว่ามันขวางทางคนเค้าเดินทางจะไปจะมานะ! โชคดีชะมัดที่มีฮีโร่อย่างฉันอยู่ที่นี่ด้วย!"

 

 ชายหนุ่มชาวอเมริกันกำลังยืนตะโกนโหวกเหวกโวยวายด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่บ่งบอกชัดว่าไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรง พร้อมกับ เอ่ยชมตัวเองว่าเป็นฮีโร่เหมือนทุกครั้งที่ปรากฏตัว


 

เช่นเดียวกับสองคนที่เหลือ อันได้แก่ ฟรานซิส บองโฟว่า และ อาเธอร์ เคิร์กแลนด์ โดยสองคนนี้เองก็เป็นผู้ที่จัดการควบคุมดูแลส่วนยึดครองต่างๆในเบอร์ลินเช่นกัน

 

"ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนา~ ผมก็แค่มาคุยกับลุดวิกถึงข้อเสนอของผมก็เท่านั้นเอง" อีวานเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงสดใส แต่ทว่าบรรยากาศในขณะนี้มันกำลังเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ไม่อาจทราบได้เลยว่าจะเกิดเหตุรุนแรงนองเลือดขึ้นอีกหรือไม่???

 

"ข้อเสนออะไรของนายกันอีวาน" อัลเฟร็ดยังคงเอ่ยถามต่อไป ฉันแอบสังเกตเห็นว่าเหมือนอาเธอร์กับฟรานซิสเองก็อยากจะเอ่ยอะไรสักอย่างออกมาเหมือนกัน แต่ก็ถูกหนุ่มไฟแรงผู้นี้ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

 

"ที่พวกเราทำแบบนี้น่ะมันไม่ดีออกนะครับ"

 

"ไม่ดี? ไม่ดีตรงไหน? นายกำลังจะบอกว่าอะไรกันแน่อีวาน?"

 

"ก็ผมกำลังจะบอกว่าเราแยกพี่กับน้องให้อยู่ห่างกันแบบนี้มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรอย่างยิ่ง ดังนั้นเราจึงต้องหาวิธีที่จะให้พวกเขาพี่น้องได้อยู่ด้วยกันเหมือนเดิม"

 

"แล้วนี่น่ะเหรอคือวิธีของนาย การนำคนและสรรพาวุธมาปิดล้อมส่วนยึดครองของนายไม่ให้คนในออกคนนอกเข้า แบบนี้มันใช้ได้แล้วหรือไง?"

 

ชายหนุ่มชาวอังกฤษที่พึ่งจะได้พูดบ้างกล่าวตำหนิด้วยน้ำเสียงที่ดูราวกับว่ากำลังแดกดันและถากถางอย่างเต็มเปี่ยม คิ้วเข้มๆนั้นขมวดมุ่นอย่างไม่พอใจและมันก็เริ่มมุ่นขึ้นเรื่อยๆตามระดับอารมณ์ของเขา

 

"แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไรรุนแรงนี่นา~" ราวกับชายชาวรัสเซียกำลังหมายถึงว่าเขายังไม่ได้ลงไม้ลงมืออะไรเลย และเขายังไม่ได้ทำอะไรที่จะเป็นการข่มขู่คุกคามเลยแม้แต่น้อย

 

"แล้วตกลงว่านายจะเอายังไงกับลุดวิก พวกเราขอสั่งห้ามนายทำอะไรเขาเด็ดขาดนะ!"

 

อัลเฟร็ดชี้นิ้วมาทางฉันและอีวาน และทำท่าเหมือนกับว่าสามารถจู่โจมเข้ามาได้ทุกเมื่อ

 

"ผมไม่ทำอะไรลุดวิกหรอกครับ สบายใจได้ ใช่มั้ยครับ?" ประโยคหลังเขาหันมาเอ่ยถามฉัน

 

ถ้าฉันไม่ตอบในสิ่งที่ผู้ชายคนนี้ต้องการไป มีหวังสุดท้ายคงหนีไม่พ้นเหตุรุนแรงอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นตอนนี้ความปลอดภัยของเบอร์ลินและผู้คนที่อยู่ในนครแห่งนี้จึงสำคัญที่สุด....

 

"ใช่ อีวานจะไม่ทำอะไรฉันแน่นอน"

 

 แต่การยืนยันคำมั่นของอีวาน ก็ไม่อาจทำให้สถานการณ์คลายความตึงเครียดลง ในสภาวะแบบนี้ ถ้าหากว่าฝ่ายไหนเกิดจิตหลุดและเดินเกมพลาดขึ้นมาแม้แต่ตาเดียว คงไม่แคล้วที่จะเกิดสงครามอีกแน่ๆ

 

ในตอนแรกฉันคิดว่าอีวานจะเป็นฝ่ายกดดันให้ฝ่ายของอัลเฟร็ด อาเธอร์ และ ฟรานซิสเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ทว่าฉันกลับคาดผิด....

 

"แล้วก็อีกอย่างนะครับ...ตอนนี้เราพึ่งจะมีสันติภาพขึ้นมาไม่ใช่หรือครับ ผมน่ะ ไม่อยากให้เกิดสงครามขึ้นอีกครั้งเพราะเรื่องแค่นี้หรอกนะครับ"

 

"ก็แล้วทำไมนายถึงทำแบบนี้ล่ะ จริงๆแล้วนายต้องการอะไรจากลุดวิกกันแน่" ฟรานซิสถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่เหมือนกับสองคนที่เหลือ ท่าทางเขาคงจะเป็นผู้ที่ควบคุมอารมณ์โกรธได้ดีที่สุดแล้ว

 

"แหม...ผมก็บอกไปแล้วไงครับว่า อยากให้พี่น้องอยู่ด้วยกันเฉยๆ ก็เท่านี้เอง"

 

"แต่-ฉัน-ไม่-เชื่อ!" ชายหนุ่มชาวอเมริกันกัดฟันพูดและเน้นย้ำชัดทีละคำ คำต่อคำ ส่วนอีวานก็ได้แต่ยิ้ม แล้วก็ยิ้มให้เพียงเท่านั้น เท่ากับว่าเป็นการยั่วให้อีกฝ่ายโมโหได้ง่ายขึ้น

 

ปากบอกไม่อยากให้เกิดสงครามแต่การกระทำมันไม่ใช่.......

 

"นายต้องการให้ลุดวิกไปเข้าฝ่ายเดียวกับนายล่ะสิ! เพราะกิลเบิร์ตเองตอนนี้ก็เข้ากับฝ่ายนาย กลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้ว"

 

"แล้ว...คอมมิวนิสต์มันไม่ดีตรงไหนหรือครับ? หืม?"

 

"ก็เพราะว่า....ฮึ่ยยยยย เอาเป็นว่ามันไม่ดีก็คือไม่ดีก็แล้วกัน!!" อัลเฟร็ดเลี่ยงที่จะตอบเหตุผล ก็พอรู้อยู่หรอกนะว่าแนวคิดของทั้งสองฝ่ายคือทุนนิยมกับคอมมิวนิสต์นั้นแตกต่างคนละขั้วกันอย่างสิ้นเชิง

 

"สุดท้ายเธอก็ตอบไม่ได้" น้ำเสียงของอีกฝ่ายเหมือนกับกำลังจะเยาะเย้ยที่ผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่าฮีโร่ ฉันคิดว่าชายชาวอเมริกันคงจะระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นแน่แท้แต่เปล่าเลย....

 

เขากลับชักสีหน้าไม่พอใจเท่านั้นก่อนจะชี้นิ้วมาที่ที่อีวานและฉันยืนอยู่

 

"นายจำไว้แค่ว่าพวกฉันจะปกป้องลุดวิกไม่ให้ตกเป็นบริวารของนายเหมือนกับพวกกิลเบิร์ตก็พออีวาน!"

 

"หืม....??? อย่างนั้นหรือครับ" อีวานเอ่ยอย่างยียวน สิ่งที่เขาทำได้ก็คือเหมือนกับกำลังจะพูดอะไรออกมา ซึ่งฉันก็คิดว่าน่าจะเป็นการสบถ--แต่เปล่าเลย เขากลับสะบัดหันหลังกลับและเดินจากไปพร้อมๆกับอาเธอร์และฟรานซิส

 

 ความเงียบที่น่าอึดอัดปกคลุมบรรยากาศโดยรอบ ที่ตอนนี้มีแค่ฉันกับอีวานและคนของเขาเท่านั้น ดูเหมือนว่าอีวานคงกำลังต้องการคำตอบตอนนี้เลย

 

แต่ว่าฉัน....ไม่อาจให้คำตอบเขาในตอนนี้ได้

 

"อีวาน เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฉันขอเวลาตัดสินใจสักหน่อยจะได้รึเปล่า?"

 

"นั่นสินะครับ มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจริงๆนั่นล่ะ~" เขาพูดพร้อมกับรอยยิ้มไร้เดียงสา ซึ่งมันขัดกับประโยคถัดมาโดยสิ้นเชิง

 

"แต่ว่าผมจะยังให้คนของผมอยู่ตรงนี้ไปจนกว่าเธอจะตัดสินใจได้ ดีมั้ยครับ"

 

 ก็เขตที่ฉันยืนอยู่ ณ ตอนนี้ ตรงนี้ เป็นเขตยึดครองของฝ่ายโซเวียต เขามีสิทธิ์เด็ดขาดเหนือฉันในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ จะขัดขืนอะไรได้ล่ะ.....

 

"สุดแท้แต่นายเถอะ อีวาน บรากินสกี้"

 

ไม่ว่าฉันจะเป็นอย่างไร ยังไงตอนนี้ฐานะของฉันก็คือผู้ที่ต้องเล่นไปตามบทที่ฝ่ายพันธมิตรต้องการจะให้ฉันเป็น สั่งให้ฉันทำอย่างไร ฉันก็ต้องทำอย่างนั้น

 

และนี่ ฉันก็อยู่ในสถานะที่เป็นเครื่องมือในการแผ่ขยายของลัทธิทุนนิยมและคอมมิวนิสต์แล้ว....

 

-----------------------------------------------------------------------------

 

 

 หลังอาหารเย็นที่สุดแสนจะเรียบง่าย ท่ามกลางสถานการณ์ที่เริ่มตึงเครียดเรื่อยๆ พร้อมกับที่เส้นทางการเดินทางถูกตัดขาด ฉันก็ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร จึงได้แต่นั่งเงียบๆและครุ่นคิดว่าควรทำอย่างไร จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้

 

 แต่หูของฉันมันก็ดันได้ยินอะไรบางอย่าง ซึ่งเป็นเหมือนเสียงของการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตบางอย่างในพุ่มไม้ซึ่งปลูกอยู่ในสวน เนื่องด้วยมันเป็นฤดูร้อน ฉันจึงเปิดประตูและหน้าต่างทั้งหมดเอาไว้ เพราะฉันคิดว่าคงไม่มีใครอยากจะเข้ามาขโมยของเท่าไหร่หรอก ก็เพราะว่าข้าวของทั้งหมดของฉันมันถูกขายไปเป็นเงินตั้งแต่หลังจบสงครามใหม่ๆหรือไม่ก็พวกอีวานและคนอื่นๆถูกเอาไปหมดแล้ว

 

แซ่กๆๆๆ

 

 

  พุ่มไม้สั่นไหวอยู่ในความมืด ถึงฉันจะมั่นใจได้ว่าคงไม่ใช่คนที่คิดมาขโมยข้าวของ แต่ฉันก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดี จึงรีบชักปืนที่ฉันยังคงเหน็บไว้ที่เอวเหมือนเดิมขึ้นมา

 

“นั่นใครน่ะ! แสดงตัวเดี๋ยวนี้นะ!”

 

 ทันทีที่ปืนถูกเล็งไปยังพุ่มไม้นั้น ร่างร่างหนึ่งก็โผล่พรวดขึ้นมาจากพุ่มไม้ทันที และถึงแม้จะสลัวสักเพียงไร ฉันก็ยังคงจำได้ว่าบุคคลผู้นี้เป็นใคร เนื่องด้วยสีตาและสีผมนั่นเอง

 

“พี่!!!???”

 

“ให้ตายสิ นี่นายคิดจะยิงพี่ชายแท้ๆของนายได้ลงคอเหรอไงลุด!” 
 

พี่ยังคงเป็นพี่เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน สภาพของพี่แม้จะดูซูบซีดไปหน่อย แต่ก็ดูท่าทางน่าจะสบายดีเหมือนเดิม เพราะดูจากเสียงของเขาที่ตะโกนอยู่นี่ล่ะ

 

“นี่พี่มาที่นี่ได้ยังไง ฝั่งผมกำลังโดนฝ่ายอีวานปิดล้อมอยู่นะ”

 

ฉันรีบเดินแกมวิ่งไปหาพี่ทันที พี่ทำท่าจุ๊ปากบอกให้ฉันเงียบๆและเบาๆหน่อย แต่เมื่อครู่ฉันเห็นว่าพี่ยังเป็นฝ่ายตะโกนขึ้นก่อนเองเลยนะ

 

“ก็ฉันแอบเข้ามาไง ไอ้บ้านั่นมันกลับบ้านที่มอสโกไปแล้วเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่แล้วนี่เอง ก็คงปลอดภัยขึ้นที่จะแอบเข้ามาฝั่งนี้ในสถานการณ์ที่กำลังเครียดแบบนี้”

 

“ทำไมพี่ชอบเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับเรื่องอันตรายๆอยู่เรื่อยเลยล่ะ ทำไมพี่ไม่ห่วงตัวเองบ้าง?”  

 

“อ้าว! เฮ้ย! ไหงเป็นงี้ล่ะลุด ไอ้เราก็นึกว่าอุตส่าห์แอบเสี่ยงลอบเข้ามาฝั่งนี้ให้น้องชายได้เห็นหน้าในสถานการณ์ที่ไม่มีพี่ชายคนนี้เคียงข้าง น้องชายจะดีใจ กลับมาถามแบบนี้ซะได้”

 

พี่ขมวดคิ้วมุ่นจนแทบผูกเป็นโบว์ได้ ในสถานการณ์แบบนี้มันยากที่จะยิ้มออกมาได้ แต่เมื่อได้เห็นผู้เป็นคนในครอบครัวกันแบบนี้แล้ว จริงๆฉันก็ดีใจนะ แต่ว่าฉันเป็นห่วงพี่มากกว่าก็เท่านั้นเอง
กระนั้นสุดท้ายแล้วฉันก็ยิ้มออกมาจนได้

 

“ผมเป็นห่วงพี่นี่นา ผมได้ยินว่าฝั่งนั้นไม่ค่อยมีอิสระมากเหมือนฝั่งนี้สักหน่อย แล้วยิ่ง
อีวานเป็นแบบที่เรารู้ๆกันอยู่ด้วยแล้ว ผมก็ยิ่งเป็นห่วงพี่นะ”

 

“ลุด.....” พี่วางมือบนไหล่ของผมทั้งสองข้าง ก่อนจะพูดต่อ

 

“ฉันรู้ว่านายเป็นห่วงฉัน ตอนนี้เรื่องของนายมันสำคัญกว่านะ สำคัญและน่าเป็นห่วงกว่าเรื่องของฉันอีก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ปล่อยให้มันเกิดไป คิดแต่ว่าเราจะทำยังไงให้มันเกิดการนองเลือดน้อยที่สุด หรือไม่เกิดเลยก็ยิ่งดี”

 

“แต่ว่า......”

 

“ไม่มีแต่ลุด ห่วงแต่ตัวนายเอง คนของฝั่งนี้ก่อน เพราะถึงอย่างไรตอนนี้ฝั่งนั้นก็คงไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงมากเท่าฝั่งนี้อีกแล้วแหละ”

 

“พี่ครับ....”

 

 ทั้งๆที่น้ำเสียงของฉันไม่ได้สั่นเลยแต่พี่ก็ดึงฉันเข้าไปกอด พร้อมกับลูบหัวฉันเบาๆเหมือนเมื่อครั้งที่ฉันยังเด็กกว่านี้

 

“เข้มแข็งไว้ลุด ที่ฟรานซิสเล่นเอาซะเราต้องกินแกลบหลายปีตอนนั้นเรายังผ่านมันมาได้ คราวนี้ก็เหมือนกัน นายต้องผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้” 

 

“ครับ ผมก็หวังไว้แบบนั้นเหมือนกัน”

 

“ฉันว่าตอนนี้ฉันต้องไปแล้วล่ะ” พี่ว่าพลางผละออกจากฉัน “คนของอีวานที่เฝ้าหน้าห้องฉันคงจะเริ่มสงสัยแล้วล่ะว่าทำไมฉันเงียบๆไป”

 

“แล้วทำไมเขาถึงต้องทำถึงขั้นให้คนมาเฝ้าที่หน้าห้องพี่ด้วยล่ะ?”

 

“หมอนั่นมันคงกลัวฉันหนีละมั้ง ช่างเถอะ ถึงยังไงฉันก็มีทางลับหนีมาได้อยู่แล้ว เพราะฉันน่ะเจ๋งกว่าพวกนั้นตั้งหลายเท่า” พูดจบพี่ก็ยักไหล่ไปมาพร้อมกับแลบลิ้นปลิ้นตาไปด้วย ทำให้ฉันต้องหัวเราะเบาๆ

 

“แต่ผมว่าตอนนี้พี่รีบไปก่อนเถอะ ถ้าเกิดพลาดท่าตรงด่านปิดล้อมมีหวังแย่แน่ๆ”

 

“อืม...ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะลุด รักษาตัวดีๆล่ะ”

 

“พี่ก็เหมือนกันนะ”

 

 สิ้นเสียงของฉัน ร่างของพี่ก็แฝงเร้นไปกับความมืดในสวนของฉัน จากนั้นแค่ครู่เดียวฉันก็ได้ยินเสียงตุบ คาดว่าพี่คงลงจากกำแพงบ้านอีกฝั่งไปแล้วอย่างแน่นอน

 

นั่นสินะ...เหมือนที่พี่บอก

 

ฉันจะต้องผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปให้ได้

 

 

------------------------------------------------------------------------------------

 

 

อีกราวอาทิตย์กว่าๆต่อมา เส้นทางทุกเส้นถูกปิดล้อมและถูกตัดขาดหมด ยกเว้นทางอากาศ ซึ่งยังคงเปิดใช้อยู่ แต่ก็เพียงแค่ 3 เส้นทางเท่านั้น

 

 ซึ่งถ้าหากว่าอีวานต้องการปิดล้อมและตัดขาดเส้นทางนี้ มีอยู่ทางเดียวก็คือการละเมิดสัญญาด้วยการยิงเครื่องบินทุกลำที่จะเข้ามาในเส้นทางทั้งสามเส้นนั้น

 

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น....

 

มันอยู่ที่ว่าตอนนี้ คนทั้งเมืองในเขตที่ถูกปิดล้อมเหลืออาหารและเชื้อเพลิงที่จะใช้ดำรงชีวิตอยู่ได้เพียงแค่ 1 เดือนเศษเท่านั้น

 

เช่นเดียวกับฉัน ที่ตอนนี้ เสบียงที่เหลือไว้ในช่วงเวลาแบบนี้มันเหลือไม่มากแล้ว

 

ถ้าหากว่าอีวานยังคงกดดันฉัน ฝ่ายอัลเฟร็ด อาเธอร์ และ ฟรานซิส อยู่อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ มีหวังไม่พ้นที่ผู้คนจะมีแต่ความหิวโหย และ อดอยาก แล้วสุดท้าย.....

 

ฉันก็จะต้องไปขอความช่วยเหลือจากฝ่ายที่ปิดล้อมฉันเอาไว้อยู่ดี ไม่ว่าจะอย่างไร อีกฝ่ายก็จะมีแต่ได้กับได้ประโยชน์ทั้งนั้น

 

แต่ฉันรู้...ว่าพวกอัลเฟร็ดจะต้องไม่ยอมอย่างแน่นอน

 

แล้วมันก็เป็นแบบนั้น เพราะว่าวันนี้ อัลเฟร็ดโทรศัพท์มาหาฉัน ซึ่งตอนแรกฉันก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะทำอย่างไรได้

 

(ฉันกับอาเธอร์มาลองคิดๆดูแล้วว่า ไหนๆมีเส้นทางทางอากาศที่จะเข้าสู่เขตปิดล้อมแล้ว พวกเราจะลองสู้กับอีวานดูซักตั้ง)

 

“เดี๋ยวก่อนนะ...พวกนายไม่ต้องการสันติภาพอีกแล้วหรือไงกัน”

 

(ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ฉันรู้นะว่าตอนนี้พวกนายเหลือเสบียงกับเชื้อเพลิงไว้ใช้ในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือนแล้ว)

 

“ก็แล้วพวกนายจะทำยังไงล่ะ ถ้าพวกนายทำอะไรเสี่ยงๆละก็ มีหวังอีวานคงไม่ปล่อยพวกนายไว้แน่ๆ”

 

(ก็ฉันจะขนข้าวขนของกินไปให้พวกนายไงล่ะ โอ๊ย! อาเธอร์นี่นายมาตบหัวฉันทำไม!!)
 แล้วเสียงของอาเธอร์ก็ดังเข้ามาในสาย

 

(พูดอะไรให้มันสุภาพบ้าง เอามานี่ ฉันจะพูดกับลุดวิกเอง...ฮัลโหล ลุดวิกนี่ฉันอาเธอร์นะ ก็อย่างที่บอกไปว่าพวกเราจะใช้เส้นทางทางอากาศลำเลียงเสบียง ยารักษาโรค แล้วก็เชื้อเพลิงไปให้พวกนาย)

 

“มันไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรอ”

 

(ใช่มันเสี่ยง แต่ว่า...เฮ้ย!!! ไอ้บ้าอัลเฟร็ด นายจะมาแย่งไปแบบนี้ไม่ได้นะเฟ้ย!!!)

 

คาดว่าคงเกิดการจลาจลย่อมๆกันที่ปลายสายนั้น เพราะเสียงโครกครากครืดราดดังเข้ามาในสาย แต่สุดท้ายแล้วในที่สุดก็มีคนพูดต่อจนได้ แต่ไม่ใช่อาเธอร์เหมือนเดิม ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากคนที่ถูกแย่งมาตั้งแต่แรกนั่นเอง

 

(มันเสี่ยง ทว่าเราก็จะพยายาม เพราะพวกเรารับปากแล้วว่าจะดูแลคนของนายให้ดีที่สุด แต่ก็นะฉันกับอาเธอร์ก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่ามันจะสำเร็จ สุดท้ายแล้วอย่างไรก็ตามถ้ามันไม่สำเร็จสุดท้ายคนของนายก็จะต้องหิว อดอยาก และ ต้องทนหนาวต่อไป)

 

“แล้วทำไมพวกนายถึงต้องทำแบบนี้ด้วยล่ะ”

 

(พวกเราทนดูผู้บริสุทธิ์มากมายต้องอยู่ในสถานการณ์อดอยากเหมือนกับอยู่ในบ้านป่าเมืองเถื่อนไม่ได้หรอก แล้วก็ถ้าหากว่าคนของนายและตัวนายเองไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้าตั้งรับกับผลที่จะตามมา ทุกอย่างก็จะพังทลาย ฉันกับอาเธอร์ไม่ต้องการจะให้สภาพนั้นเกิดขึ้นจนกว่านายและผู้คนของนายสัญญาว่ายินดีจะรับสภาพนั้น)

 

“แล้วพวกนายคำนวณไว้รึเปล่าว่าความสำเร็จของปฏิบัติการนี้มันมากหรือน้อยกว่าความเสี่ยงเท่าไหร่”

 

ฉันยอมรับว่าแม้จะเห็นด้วยกับที่อัลเฟร็ดและอาเธอร์ตกลงจะกระทำเพื่อตอบโต้อีวาน แต่กระนั้นก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า มันจะเป็นไปได้อย่างนั้นหรือ???

 

(จริงๆแล้วพวกเราคิดไว้มากมายหลายแผนเหมือนกัน กับแผนนี้พวกเราคาดว่ามันเป็นแผนที่มีความเสี่ยงน้อยและจะประสบความสำเร็จมากที่สุดในบรรดาแผนมากมาย)

 

ในเมื่อพูดมาแบบนี้ และพร้อมจะช่วยเหลือแล้ว ยังไงก็คงต้องลองดู...

 

“อืม....ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ขอบอกว่าพวกฉันสนับสนุนแผนของพวกนาย และพร้อมแล้วที่จะเสียสละทุกอย่างเท่าที่จะทำได้”

 

(ขอบคุณนายมากนะลุดวิก เอาเป็นว่าอีก 5 วันเจอกันตกลงนะ)

 

 ชายชาวอเมริกันวางสายไปแล้ว ถึงฉันจะค่อนข้างใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่กระนั้นก็ยังกังวล เพราะเขาบอกว่ามันยังมีความเสี่ยงอยู่

 

แต่ก็เอาเถอะ ถ้าไม่ลอง มัวแต่นั่งรอนอนรอวันที่ต้องคลานไปขอความช่วยเหลือจากอีวานละก็ มีหวังผู้คนคงอดตายไปมากมายอย่างแน่นอน

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 

 

 

จบตอนที่ 2......

ผัวเมียสามีภรรยาสงครามเย็นเริ่มร้าวฉาน กร๊ากกกก XD

ไอ้ที่ท่านเต้อกับอ้วนแย่งโทรศัพท์กันนั่นเป็นอารมณ์ขันส่วนตัวของดิฉันเองนะคะ แบบว่าไม่อยากให้เครียดเกินไป

แต่เราขี้เกียจเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ในประวัติศาสตร์ เพราะ..... 

 

เมื่อคืนได้หลับนิดเดียวเองเพราะคอกับจมูกมีปัญหา T_________T

ครืดๆคราดๆทั้งคืน

ตอนนี้ใกล้ตายแล้ว

ขอตัวไปก่อนนะคะ

 

ไว้พบกันใหม่เอ็นทรี่หน้า 

สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ *ไหว้เยี่ยงนางงาม* 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ปล.  พรุ่งนี้กีฬาสีแล้ว วันนี้ได้เห็นแสตนด์ของอีพวกอวดดีอวดเก่งทั้งหลาย ปรากฏว่าห่วยกว่าทุกสีเลยค่ะ ดิฉันละอายแทนชาวสีชมพูคนอื่นๆจริงจริ๊งงงง

ปล.2 จะดูน้ำหน้าไอ้พวกเชียร์ลีดเดอร์นรกสักหน่อยดิ๊ ว่ามันจะเริ่ดหาสวรรค์วิมานขนาดไหน ถ้าไม่เริ่ดละก็ แม่จะสมน้ำหน้ากับหัวเราะให้ฟันหักเลยคอยดู *0*